รู้ทันโรคเมลิออยด์ ภัยร้ายหน้าฝนที่หลายคนไม่รู้จัก
เขียนวันที่ 15/07/2026
Key Takeaways
ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่แบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ปนเปื้อนขึ้นมาจากใต้ดิน ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคเมลิออยด์ ซึ่งเป็นภัยเงียบที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา ผู้ป่วยมักได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสดินหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนทางบาดแผล การสูดดมฝุ่นละออง หรือการรับประทาน อาการของโรคมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่ติดเชื้อ ตั้งแต่การเกิดฝีหนองที่ผิวหนัง ปอดอักเสบ ไปจนถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง การหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำด้วยเท้าเปล่า การสวมอุปกรณ์ป้องกัน และการรักษาสุขอนามัยเมื่อต้องสัมผัสกับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ คือหัวใจสำคัญในการป้องกันตนเองจากเชื้อร้ายชนิดนี้

ฤดูฝนของประเทศไทยไม่ได้นำมาเพียงความชุ่มฉ่ำของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่แบคทีเรียหลายชนิดขึ้นมาจากชั้นดินและปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ หนึ่งในภัยเงียบที่ระบาดในช่วงนี้ คือ "โรคไข้ดิน" หรือ "โรคเมลิออยด์" (Melioidosis) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงและมักถูกมองข้ามเนื่องจากอาการเริ่มต้นคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป แต่หากได้รับการรักษาที่ล่าช้าจนอาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ก็สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
โรคไข้ดินหรือโรคเมลิออยด์คืออะไร มีสาเหตุจากอะไร ?
โรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยด์ คือ โรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยเฉพาะในชั้นดินลึก แหล่งน้ำจืด นาข้าว และแปลงเกษตรกรรมทั่วประเทศไทย
เชื้อชนิดนี้มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมสูงมาก สามารถเอาชีวิตรอดในดินที่แห้งแล้งได้ยาวนาน และเมื่อถึงฤดูที่ฝนตกหนัก น้ำฝนจะชะล้างเอาเชื้อแบคทีเรียจากใต้ดินให้ลอยขึ้นมาปนเปื้อนอยู่บนผิวดิน โคลนตม หรือในแหล่งน้ำขัง ทำให้ผู้ที่ใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมซึ่งต้องสัมผัสกับดินหรือธรรมชาติโดยตรง มีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าฤดูกาลอื่น
เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้อย่างไร ?
โรคไข้ดิน ไม่ได้ติดต่อผ่านการสัมผัสเพียงผิวเผิน แต่เชื้อแบคทีเรียมีช่องทางในการเจาะเข้าสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้
ทางผิวหนัง
เป็นช่องทางการติดเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการที่ร่างกายมีบาดแผล รอยถลอก หรือแม้แต่รอยขีดข่วนเล็ก ๆ แล้วไปสัมผัสกับดิน โคลน หรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนโดยตรง ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรที่ต้องลงนา ผู้ที่เดินลุยน้ำท่วมขัง หรือการย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่าโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันจึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากโรคไข้ดินก็ยังมีโรคที่มากับน้ำท่วมที่ต้องเฝ้าระวัง
ทางลมหายใจ
เชื้อสามารถมากับอากาศได้เช่นกัน โดยเฉพาะการสูดดมฝุ่นละอองจากดินที่ถูกลมพัดกระจายขึ้นมา หรือการสูดดมละอองน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนหลังพายุฝน ทำให้เชื้อแบคทีเรียถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและปอด
ช่องทางอื่น ๆ
แม้จะพบได้น้อยกว่า แต่การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุกและมีเชื้อปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ เช่น วัว ควาย หมู ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน
สังเกตอาการของไข้ดิน และการติดเชื้อในรูปแบบต่าง ๆ
สำหรับโรคไข้ดิน อาการต่าง ๆ ที่แสดงออกมาจะขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ติดเชื้อ ดังนี้
|
ตำแหน่งที่ติดเชื้อ |
อาการที่แสดงออก |
ความรุนแรง / ความเสี่ยงในการวินิจฉัยผิด |
|
ผิวหนังและเนื้อเยื่อ |
เกิดแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย มีฝี หนอง หรือตุ่มนูนแดงตามผิวหนังบริเวณที่สัมผัสเชื้อ |
รุนแรงน้อยที่สุด แต่มักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงแผลติดเชื้อทั่วไป |
|
ต่อมน้ำเหลือง |
คลำพบก้อน บวมแดง และกดเจ็บ มักพบที่บริเวณคอ หน้าหู หรือใต้ขากรรไกร |
รุนแรงปานกลาง อาจสร้างความเจ็บปวดและกลายเป็นฝีหนองขนาดใหญ่ |
|
ระบบทางเดินหายใจ (ปอด) |
มีไข้สูง ไอเรื้อรัง มีเสมหะ หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก เอกซเรย์พบก้อนหนองในปอด |
รุนแรง อาการคล้ายคลึงกับวัณโรคปอด หรือปอดอักเสบติดเชื้อ ทำให้มักได้รับการรักษาที่ผิดจุดในระยะแรก |
|
ติดเชื้อในกระแสเลือด |
มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง หายใจหอบ ความดันโลหิตต่ำ นำไปสู่ภาวะช็อก |
รุนแรงที่สุดและอันตรายถึงชีวิต เชื้อสามารถกระจายไปทำลายตับ ม้าม และไต ร่างกายอาจทรุดเร็วและเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที |
การวินิจฉัยและการรักษา
เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษา แพทย์จะทำการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ เสมหะ หรือหนองจากบาดแผล เพื่อยืนยันการติดเชื้อ การรักษาโรคนี้จำเป็นต้องใช้ระยะเวลายาวนานและปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
- ระยะแรก (2 สัปดาห์แรก) ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะด้วยวิธีฉีดทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล เพื่อควบคุมอาการและกำจัดเชื้อในกระแสเลือดอย่างเร่งด่วน
- ระยะต่อมา แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะชนิดกินให้ผู้ป่วยรับประทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำจัดเชื้อที่อาจแฝงตัวอยู่ให้หมดสิ้น และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
ข้อควรระวังคือ หากรักษาไม่ถูกต้องหรือไม่ครบตามแผน โรคอาจลุกลามหรือกลับมาเป็นซ้ำได้ และส่งผลให้อวัยวะภายในบกพร่อง เช่น เกิดภาวะไตวาย หรือเกิดฝีในตับและม้าม

กลุ่มเสี่ยงและการป้องกันโรคไข้ดิน
ทุกคนมีความเสี่ยงหากสัมผัสกับแหล่งปนเปื้อน แต่บุคคลบางกลุ่มเมื่อติดเชื้อแล้วมักมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงสูงสุด เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ธาลัสซีเมีย หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ป่วยเอชไอวีและโรคมะเร็ง
วิธีป้องกันตนเองให้ห่างไกลโรค
- สวมใส่รองเท้าบูตทุกครั้งเมื่อต้องเดินบนพื้นดิน ย่ำโคลน หรือเดินลุยน้ำท่วมขัง
- หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนดินหรือโคลนโดยเด็ดขาด
- อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่ทันที หากต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำตามธรรมชาติ
- หากมีบาดแผล รอยถลอก ต้องล้างทำความสะอาด ปิดแผลให้มิดชิด และระวังไม่ให้บาดแผลสัมผัสดินหรือน้ำ
ในกรณีที่มีประวัติสัมผัสแหล่งดิน แหล่งน้ำ แล้วต่อมามีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3-5 วัน ควรรีบพบแพทย์ทันที และควรแจ้งประวัติการลุยน้ำให้แพทย์ทราบเพื่อประกอบการวินิจฉัย อย่าปล่อยทิ้งไว้จนอาการลุกลามเป็นอันตราย
วางแผนรับมือเรื่องสุขภาพอย่างครอบคลุม
โรคติดเชื้อต่าง ๆ มักมาโดยไม่คาดคิดและอาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ดังนั้น การมีแผนประกันสุขภาพที่ครอบคลุมจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความกังวล และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนความมั่นคงทางการเงินและเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ของแผนประกันแต่ละรูปแบบ เพื่อหาความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุดกับตนเองและครอบครัว สามารถเข้ามาเปรียบเทียบประกันสุขภาพจากหลากหลายบริษัทได้ที่ gettgo เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลที่ครอบคลุมในทุกสถานการณ์
ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้ที่ โทร. 02-111-7800 หรือ LINE OA : @gettgo
ข้อมูลอ้างอิง
- เมลิออยโดสิส (Melioidosis). สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จาก https://www.ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=99
- About Melioidosis. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จาก https://www.cdc.gov/melioidosis/about/index.html
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไข้ดิน (FAQs)
Q: โรคไข้ดินสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่ ?
A: การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก โดยทั่วไปโรคนี้มักติดต่อจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อปนเปื้อน เช่น ดิน และแหล่งน้ำ อย่างไรก็ตาม การสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือหนองจากบาดแผลของผู้ติดเชื้อโดยตรงก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงได้ จึงควรป้องกันและล้างมือให้สะอาดเสมอ
Q: ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันโรคเมลิออยด์หรือไม่ ?
A: ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคเมลิออยด์ได้ การป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำที่อาจมีเชื้อปนเปื้อน การดูแลสุขอนามัย และการสวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างรองเท้าบูตเมื่อต้องลุยน้ำ
Q: หากมีแผลเล็ก ๆ แค่รอยถลอก จำเป็นต้องใส่รองเท้าบูตเมื่อลุยน้ำหรือไม่ ?
A: จำเป็นอย่างยิ่ง เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่ร่างกายได้แม้ผ่านรอยถลอกหรือรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อย หากมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำให้สนิท และสวมรองเท้าบูตยางเพื่อป้องกันไม่ให้แผลสัมผัสกับน้ำหรือโคลนโดยตรง
