ประกันของเรา
บทความ
เกี่ยวกับ gettgo

ใบขับขี่หมดอายุ แล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันจ่ายไหม ?

ใบขับขี่หมดอายุ แล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันจ่ายไหม ?

ใบขับขี่ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นในการขับรถ เพราะเป็นตัวรับประกันได้ว่าเราขับรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขับรถได้จริง ๆ ดังนั้นหากจะขับรถทุกครั้ง ต้องพกใบขับขี่ติดตัวเอาไว้เสมอ หรือถ้าใบขับขี่หมดอายุ ก็ต้องไปต่ออายุให้เรียบร้อย หากฝ่าฝืนก็เตรียมตัวรับโทษทางกฎหมายได้เลย อาจโดนโทษปรับ 1,000-2,000 บาท หรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว คงไม่คุ้มหากต้องมามีประวัติเพราะแค่ไม่มีใบขับขี่เพียงใบเดียว

นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว เรื่องประกันรถยนต์ หรือแม้แต่พ.ร.บ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุเช่นกันนะ หลายคนก็คงสงสัยกันว่า หากเราขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ ประกันจ่ายไหม ? เรื่องนี้ข้อสรุปจะเป็นอย่างไร คงต้องแยกไปตามกรณี

ใบขับขี่หมดอายุ แล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันจ่ายไหม ?

ประกันรถยนต์นับเป็นตัวช่วยสำคัญเวลาเกิดอุบัติเหตุ ความคุ้มครองจะลดหลั่นกันไปตามประเภทของกรมธรรม์ โดยเฉพาะใครที่ทำประกันชั้น 1 จะยิ่งได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุด เพราะได้ทั้งซ่อมเขา ซ่อมเรา ได้ทั้งมีคู่กรณี และไม่มีคู่กรณี ส่วนประกันประเภทอื่น ๆ ตั้งแต่ 2+ 2 3+ หรือ 3 ก็จะได้รับความคุ้มครองที่น้อยลงตามลำดับ แต่ไม่ว่าแบบไหนก็ช่วยแบ่งเบาภาระเราได้หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น

แล้วถ้าไม่มีใบขับขี่ล่ะ ประกันจะยังคุ้มครองเราอยู่หรือไม่ ก็คงต้องมาดูตามกรณีว่าเราถูกหรือผิด และที่บอกว่าไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุน่ะ จะได้รับความคุ้มครองแบบไหน

1. คนขับไม่มีใบขับขี่ แต่เป็นฝ่ายถูก คุ้มครองหรือไม่


กรณีนี้ หากทำประกันประเภท 1 2+ หรือ 3+ เอาไว้ แม้ไม่มีใบขับขี่ เราจะยังได้รับการชดเชยค่าเสียหายจากบริษัทประกันเพื่อซ่อมรถเราเอง และยังเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดได้ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความผิดโทษฐานที่ไม่พกใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุขณะขับรถตามกฎหมายก็ยังคงมีอยู่นะ


2. คนขับไม่มีใบขับขี่ และเป็นฝ่ายผิด คุ้มครองหรือไม่


คำว่าไม่มีใบขับขี่นี่ก็มีที่มาจากหลายสาเหตุ ซึ่งแต่ละสาเหตุก็จะส่งผลถึงความคุ้มครองของประกันแตกต่างกันไป

  • มีใบขับขี่ แต่ไม่ได้พก : บริษัทประกันจะจ่ายให้ทั้งรถเรา รถเขา
  • ไม่มีใบขับขี่เลย ไม่ได้ทำไว้ แต่มาขับรถ : บริษัทประกันจะจ่ายให้เฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ส่วนรถเราบริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบทุกกรณี
  • มีใบขับขี่แต่หมดอายุ : ยังได้รับความคุ้มครองตามปกติ 
  • ถูกยึดใบขับขี่ : กรณีนี้เราจะยังได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันอยู่ เพียงแต่ว่าเราต้องมีหลักฐานเป็นการคัดลอกสำนวนว่าถูกยึดใบขับขี่จริง ๆ

แนะนำอ่าน : ซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 ซ่อมอู่ หรือ ซ่อมห้าง ควรเลือกแบบไหนดี ?

ประกันรถยนต์


ไม่มีใบขับขี่ สามารถเบิก พ.ร.บ. ได้ไหม ?

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมาคู่กับการมีรถก็คือพ.ร.บ. ซึ่งย่อมาจาก “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” นับเป็นประกันรถยนต์ภาคบังคับที่ผู้มีรถทุกคนจะต้องทำเอาไว้ นั่นหมายความว่า หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น เราสามารถเรียกร้องความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ได้ ขณะที่ประกันตามบริษัทต่าง ๆ จัดเป็นประกันแบบภาคสมัครใจ สำหรับ พ.ร.บ.หากไม่ทำก็จะถือว่าผิดกฎหมาย เจ้าของรถที่ไม่ทำพ.ร.บ. จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และปรับการใช้รถที่ไม่มีพ.ร.บอีก 10,000 บาท นั่นหมายความว่าหากเราเป็นทั้งเจ้าของรถและขับรถคันที่ไม่มีพ.ร.บ.ก็จะถูกปรับรวมกันไม่เกิน 20,000 บาท

แล้วถ้าหากเราขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุล่ะ จะมีผลอย่างไรกับพ.ร.บ.บ้าง คำตอบคือ “ไม่มี” เรายังคงได้รับความคุ้มครองจากพ.ร.บ.เหมือนเดิม ด้วยความที่เป็นประกันภาคบังคับนั่นแหละ โดยผลประโยชน์ที่เราจะได้รับจากพ.ร.บ. นั้น ได้แก่

1. ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยยังไม่ต้องพิสูจน์ว่าเราผิดหรือเขาผิด แต่ต้องแจ้งภายใน 180 วันหลังเกิดอุบัติเหตุ

  • ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง) สูงสุดคนละ 30,000 บาท
  • กรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือสูญเสียอวัยวะ ได้รับเงินชดเชยคนละ 35,000 บาท

2. ค่าสินไหมทดแทน เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก เราสามารถเรียกเงินในส่วนนี้ได้อีก

  • ค่ารักษาพยาบาล (ตามจริง)สูงสุดคนละ 80,000 บาท
  • กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ได้รับเงินชดเชยคนละ 500,000 บาท
  • กรณีสูญเสียนิ้ว ตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไป ได้รับเงินชดเชยคนละ 200,000 บาท
  • กรณีสูญเสียอวัยวะ 1 ส่วน ได้รับเงินชดเชยคนละ 250,000 บาท
  • กรณีสูญเสียอวัยวะ 2 ส่วนขึ้นไป ได้รับเงินชดเชยคนละ 500,000 บาท
  • กรณีนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จะได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท แต่จะต้องไม่เกิน 20 วัน

จะเห็นได้ว่าพ.ร.บ.นั้นมีความสำคัญมาก ที่เป็นประกันภาคบังคับก็เพราะว่าเราจะเรียกร้องค่าเสียหายได้เลย แม้ว่าจะมีหรือไม่มีใบขับขี่ก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใบขับขี่ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมีผลทางกฎหมายด้วย ต่อให้เราได้รับความคุ้มครองจากพ.ร.บ. แต่หากไม่มีใบขับขี่ ยังไงก็ต้องถูกปรับอยู่ดี


กรณีไหนบ้างที่ประกันรถยนต์ไม่คุ้มครองแม้จะมีใบขับขี่ก็ตาม

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ใบขับขี่รถยนต์ ประกันรถยนต์ และพ.ร.บ.จะเป็นสิ่งที่ต้องมีติดรถเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุอย่างเต็มที่ แต่ก็จะมีบางกรณีที่บริษัทประกันรถยนต์จะไม่คุ้มครองแม้เราจะมีใบขับขี่อยู่ก็ตาม

1. ใช้รถอย่างผิดกฎหมาย
แน่นอนเลยว่าหากเรานำรถไปใช้อย่างผิดกฎหมาย ต่อให้มีใบขับขี่ บริษัทประกันก็คงไม่ยอมจ่ายให้เป็นแน่ ไม่ว่าจะเป็น

  • กรณีเมาแล้วขับ เพราะกฎหมายก็บอกไว้อยู่แล้วว่าห้ามดื่มสุราขณะขับรถ การขับรถขณะครองสติไม่อยู่ นับเป็นการเสี่ยงก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้อื่น อย่าดื่มแล้วขับกันเชียว เพราะเกิดอะไรขึ้นมาคงไม่คุ้ม
  • ขนของผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะยาเสพติด หรืออะไรก็ตามที่ผิดกฎหมายแล้วมาอยู่ในรถเรา บริษัทจะไม่คุ้มครองรถที่ขนสิ่งของผิดกฎหมายทุกกรณี
  • การดัดแปลงสภาพรถเพื่อแข่งขันความเร็ว เพราะบริษัทประกันมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุโดยใช่เหตุ

2. กรณีบรรทุกของน้ำหนักเกิน
หากเรานำรถไปบรรทุกของจนเกิน แล้วรถเกิดเสียหาย กรณีนี้บริษัทประกันจะไม่ให้ความคุ้มครอง แต่หากบรรทุกน้ำหนักเกินแล้วเกิดอุบัติเหตุ ก็อาจจะยังได้รับความคุ้มครองซึ่งจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทอีกที

3. ตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุ
การตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุ แสดงถึงเจตนาชัด ๆ เลยว่าเราจงใจจะเอาเงินประกัน ซึ่งหากเป็นอย่างนี้เท่ากับบริษัทประกันได้รับความเสียหายไปเต็ม ๆ ดังนั้นบริษัทประกันจึงมีสิทธิฟ้องร้องค่าเสียหายจากเราได้ นอกจากจะต้องจ่ายค่าเสียหายเองแล้ว ยังเสี่ยงติดคุกอีก แบบนี้ไม่คุ้มเลย

4. เหตุก่อการร้าย หรือสงคราม
ไม่ว่าจะเหตุระเบิด สงครามกลางเมือง หรือความเสียหายจากอาวุธ ฯลฯ แน่นอนว่าหากรับประกันกรณีนี้ด้วย บริษัทประกันคงมีแต่เสียกับเสีย แต่ก็อาจจะมียกเว้น เช่น ประกันชั้น 1 บางกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองอยู่บ้าง อาจจะต้องตรวจสอบแผนประกันให้ดีก่อนซื้อ

5. การใช้รถผิดประเภท
กรณีนี้ก็นับว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น จดทะเบียนเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล แต่เอาไปใช้เป็นรถสาธารณะ แบบนี้บริษัทประกันก็มองว่าเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นเหมือนกัน

6. รถเก่าหรือรถที่ไม่ได้ใช้นาน
รถที่เก่าเกินไป หรือจอดทิ้งไว้จนสึกหรอไปเอง แบบนี้มีโอกาสที่บริษัทประกันจะไม่ให้ความคุ้มครอง โดยส่วนมากแล้วอายุรถที่จะยังได้รับความคุ้มครองอยู่คือ 1-5 ปี บางบริษัทอาจเพิ่มไปถึง 10 ปี

จะเห็นได้ว่าการขับขี่รถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยให้เราใช้สิทธิ์ตามประกันรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ที่เราทำไว้ได้อย่างอุ่นใจ หากใครที่ยังไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ ก็ควรไปจัดการให้เรียบร้อย เดี๋ยวนี้การทำใบขับขี่ หรือต่ออายุทำได้ง่ายขึ้นมาก จะได้ไม่ต้องทำผิดกฎหมาย แถมยังได้รับความคุ้มครองจากประกันรถยนต์อย่างอุ่นใจ ควรจำไว้เลยว่าใบขับขี่ ประกันรถยนต์ และพ.ร.บ. นับเป็น 3 สิ่งที่ควรจะต้องมี และขาดไม่ได้สำหรับคนมีรถ

ประกันรถยนต์

บทความที่คุณอาจสนใจ

รถหาย หรือ รถถูกขโมย ต้องทำอย่างไร ?
7 จุดเช็กอินหมู่บ้านโบราณ เมืองเก่าญี่ปุ่น ฟีลคลาสสิกย้อนยุค
ล้วงไม่ลับฉบับไบค์เกอร์ : บิ๊กไบค์คู่ใจ ประกันแบบไหนคู่ควร
ความคุ้มครอง ประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2+ ประกันชั้น 2 คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี ประกันชั้น 3+ ประกันชั้น 3 คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี
รถชน(ไม่มีคู่กรณี)
รถชน(มีคู่กรณี)
ค่ารักษาพยาบาล
รถยนต์สูญหาย
ไฟไหม้
น้ำท่วม

เข้าสู่ระบบ

หากยังไม่มีบัญชีผู้ใช้ กรุณา สมัครสมาชิก

 

สมัครสมาชิก

หากเป็นสมาชิกอยู่แล้วกรุณา ลงชื่อเข้าใช้งาน

Loading..

กำลังดำเนินการ กรุณารอสักครู่ค่ะ 😊

ส่งข้อมูลเรียบร้อย

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ เราจะติดต่อท่านโดยเร็วที่สุด
(ภายในวันและเวลาทำการ)

ความยินยอมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

    ข้าพเจ้ายินยอมให้บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด  (“บริษัท”)
เก็บรวบรวมใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าเพื่อการนำเสนอโปรโมชั่น สิทธิพิเศษ ข่าวสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ จากบริษัท รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ การวิเคราะห์ วิจัย ทำสถิติจากบริษัท และ/หรือบริษัทในเครือและพันธมิตรทางธุรกิจ และเพื่อโอกาสที่ข้าพเจ้าจะได้รับข้อเสนอ บริการพิเศษ โปรโมชั่น หรือผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรมาอย่างเหมาะสมจากบริษัทในเครือและพันธมิตรทางธุรกิจ ข้าพเจ้ายินยอมให้เปิดเผยข้อมูลของข้าพเจ้าให้แก่บริษัทดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์ตลอดจนการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์และบริการ 

การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล 

    ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
    บริษัทจะดำเนินการอย่างดีที่สุดในการรักษาความลับและดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณให้ปลอดภัย คุณสามารถเลือกให้หรือไม่ให้ความยินยอมโดยไม่มีผลต่อการพิจารณาผลิตภัณฑ์หรือบริการ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เว็บไซต์ https://gettgo.com/privacy-policy
ทั้งนี้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงการให้ความยินยอมได้ โดยติดต่อเราที่ email : dpo-office@mtb.co.th หรือโทร 02-693-2775 (DPO)
     การที่คุณยอมรับตามด้านล่างนี้ถือว่าคุณได้ให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้
และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคุณตามที่ได้กำหนดไว้ข้างต้น