เปรียบเทียบประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้คุ้ม

เปรียบเทียบประกันแบบ “ตามใจสั่ง” เลือกจุดประสงค์ได้ตามต้องการ

mobile main search

เลือก แบบประกัน ที่คุณมองหา

อายุเพศ
desktop main search

ประกันสุขภาพ เปรียบเทียบแผนจากบริษัทชั้นนำ

ชับบ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต
ชับบ์ ไลฟ์
ประกันชีวิต
เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต
เอฟดับบลิวดี
ประกันชีวิต
เมืองไทย ประกันชีวิต
เมืองไทย
ประกันชีวิต

เลือกแบบประกันที่คุณมองหา ง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน

Choose Plan 1

เลือกรูปแบบประกันที่ต้องการ

Choose Plan 2

ระบุข้อมูลเบื้องต้นของคุณ

Choose Plan 3

กดคลิก "ค้นหาแผนประกัน"

ทำไมต้องเปรียบเทียบประกันสุขภาพ ?

ได้แผนประกันที่คุ้มค่าคุ้มราคา

การเปรียบเทียบแผนประกันสุขภาพจากหลายบริษัท
จะช่วยให้คุณเห็นความแตกต่างด้านราคาเบี้ยประกันและผลประโยชน์ที่ได้รับ
ทำให้สามารถเลือกแผนที่ให้ความคุ้มครองตรงตามความต้องการในราคาที่เหมาะสม

เห็นความแตกต่างของความคุ้มครองอย่างชัดเจน

แต่ละบริษัทมีจุดเด่นในความคุ้มครองที่แตกต่างกัน เช่น
บางแผนอาจเน้นค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน
ประกันสุขภาพเหมาจ่ายบางแผนอาจให้วงเงินผู้ป่วยนอกสูง
ซึ่งการเปรียบเทียบจะทำให้เห็นรายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความเสี่ยงด้าน
สุขภาพของคุณมากยิ่งขึ้น

หลีกเลี่ยงปัญหาจากข้อยกเว้นกรมธรรม์

ประกันสุขภาพทุกแผนมีข้อยกเว้น เช่น โรคที่เป็นมาก่อน (Pre-existing Condition)
ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) หรือข้อจำกัดวงเงินค่ารักษา
ซึ่งการศึกษาเงื่อนไขให้ละเอียดจะช่วยป้องกันปัญหาการเคลมในอนาคตได้

ประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาวด้วยแผนที่เหมาะกับสุขภาพ

หากคุณเลือกแผนกรมธรรม์ที่ไม่เหมาะกับสุขภาพของตนเอง
คุณอาจต้องเสียเงินจ่ายส่วนต่างค่ารักษาเอง
การเปรียบเทียบก่อนซื้อจะช่วยให้คุณเลือกแพ็กเกจที่ครอบคลุมการรักษา
และลดค่าเบี้ยประกันที่ไม่จำเป็นได้

เลือกประกันสุขภาพยังไงให้เหมาะกับคุณ ?

1. ดูวงเงินความคุ้มครองที่ต้องการ

1. ดูวงเงินความคุ้มครองที่ต้องการ

วงเงินความคุ้มครองเป็นตัวกำหนดว่าประกันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คุณมาก
น้อยแค่ไหน โดยคุณควรเลือกให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่อาจเกิดขึ้น

  • กรณีต้องการความคุ้มครองสูง : ควรเลือกประกันสุขภาพเหมาจ่ายที่ให้วงเงินคุ้มครองแบบรวม
    ไม่ต้องแยกจ่ายตามประเภทค่ารักษา
  • กรณีต้องการคุ้มครองเฉพาะด้าน : สามารถเลือกประกันสุขภาพ IPD หรือ OPD ตามความจำเป็น
    เช่น ถ้าต้องเข้ารับการรักษาเป็นประจำ ควรเลือกประกันสุขภาพ OPD
  • กรณีต้องการคุ้มครองโรคร้ายแรง : ควรเลือกประกันโรคร้ายแรง (Critical Illness Insurance)
    ที่ให้เงินก้อนเมื่อได้รับการวินิจฉัยโรค
2. เช็กค่ารักษาพยาบาลและโรงพยาบาลที่รองรับ

2. เช็กค่ารักษาพยาบาลและโรงพยาบาลที่รองรับ

ควรตรวจสอบว่าโรงพยาบาลที่คุณสะดวกไปใช้บริการ
อยู่ในเครือข่ายของประกันสุขภาพที่เลือกหรือไม่

  • โรงพยาบาลรัฐ VS โรงพยาบาลเอกชน : โรงพยาบาลเอกชนมีค่ารักษาสูงกว่ามาก
    หากต้องการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ควรเลือกแผนที่ครอบคลุมค่าห้องพัก
    ค่าผ่าตัด และค่ารักษา
  • โรงพยาบาลในเครือข่าย :
    ควรเลือกแผนที่มีโรงพยาบาลในเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่
3. เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับงบประมาณ

3. เปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับงบประมาณ

ค่าเบี้ยประกันเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกปี ทั้งนี้
แนะนำให้เลือกแผนที่เหมาะสมกับรายได้ของคุณ โดยไม่เป็นภาระทางการเงินในภายหลัง

  • เลือกแผนที่ให้ความคุ้มครองคุ้มค่า : ไม่ควรเลือกแค่แผนความคุ้มครองราคาถูกที่สุด
    แต่ควรพิจารณาว่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปให้ความคุ้มครองที่เหมาะสมหรือไม่
  • ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไหว : ควรอยู่ที่ไม่เกิน 10-15% ของรายได้ต่อปี
    เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงิน
4. ตรวจสอบข้อยกเว้นของกรมธรรม์

4. ตรวจสอบข้อยกเว้นของกรมธรรม์

ไม่ใช่ทุกโรคและทุกกรณีจะได้รับความคุ้มครอง ดังนั้น ก่อนซื้อประกันสุขภาพ
จึงควรอ่านเงื่อนไขและข้อยกเว้นให้ละเอียด โดยมากอาจมีเงื่อนไขเหล่านี้ เช่น

  • โรคที่เป็นมาก่อน (Pre-existing Conditions) :
    บางแผนไม่คุ้มครองโรคที่คุณเป็นอยู่ก่อนทำประกัน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ
  • ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) : ประกันบางแผนมีระยะเวลารอคอย เช่น 30-90 วัน
    ก่อนเริ่มคุ้มครอง หรือโรคร้ายแรงอาจต้องรอนานกว่าปกติ
  • ข้อจำกัดของค่ารักษา : บางแผนมีเพดานค่ารักษาต่อครั้ง หรือต่อปี
    ซึ่งอาจทำให้คุณต้องจ่ายเงินเพิ่มเองหากค่ารักษาเกินวงเงิน
  • การรักษาที่ไม่ครอบคลุม : ส่วนใหญ่แล้วแผนประกันจะไม่ครอบคลุมศัลยกรรมเสริมความงาม
    โรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง การรักษาทางเลือกบางประเภท

ทำไมต้องทำประกันสุขภาพ ?

เปรียบเทียบประกันสุขภาพที่ใช่ เลือกไม่ได้ ให้เราช่วย

การทำประกันสุขภาพ เป็นการเตรียมพร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
และยังเป็นการวางแผนการเงินที่ชาญฉลาด หากยังนึกภาพไม่ออก
นี่คือตัวอย่างสถานการณ์ที่คุณอาจต้องการเลือกประกันสุขภาพดี ๆ ติดไว้สักแผน

เพื่อความอุ่นใจ

เพื่อความอุ่นใจ

ต้องการความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับ
อุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยทั่วไป
 

ต้องการความคุ้มครองเพิ่มเติม

ต้องการความคุ้มครองเพิ่มเติม

ต้องการประกันแบบใดแบบนึง
เพิ่มเติมจากที่มีอยู่
 

ช่วงเปลี่ยนงาน ขาดความคุ้มครอง

ช่วงเปลี่ยนงาน
ขาดความคุ้มครอง

กำลังจะลาออกจากงาน /
เริ่มอาชีพอิสระ
 

กังวลเรื่องค่ารักษา

กังวลเรื่องค่ารักษา

มีเงินออมไม่มาก
กังวลว่าเจ็บป่วยจะไม่มีเงินเพียงพอ
ค่ารักษา

ลดหย่อนภาษี

ลดหย่อนภาษี

ต้องการนำเบี้ยประกันสุขภาพไปใช้
ลดหย่อนภาษีเงินได้
 

คำถามที่พบบ่อย

ประกันสุขภาพที่ gettgo มีให้เลือกทั้ง 2 รูปแบบ คือแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี และแบบจ่ายต่อเนื่องทุกปี ซึ่งทั้งสองแบบจะมีความคุ้มครองและความเสี่ยงที่ต่างกันไป ประกันสุขภาพที่ gettgo
มีให้เช็กเบี้ยฯ เพื่อเปรียบเทียบทั้งในรูปแบบจ่ายครั้งเดียวและจ่ายต่อเนื่องทุกปี ซึ่งทั้งสองแบบจะมีความคุ้มครองที่ต่างกันไป
ถึงป่วยก็ยังทำประกันได้ แต่ปกติแล้วความคุ้มครองจะมีระยะเวลารอคอย 30 วันสำหรับโรคทั่วไป และ 90-120 วันสำหรับโรคร้ายแรง อย่างไรก็ดี หากโรคที่คุณเป็น
ตรวจพบในช่วงระยะเวลารอคอย ทางบริษัทจะไม่คุ้มครอง ซึ่งโรคเหล่านี้ได้แก่ เนื้องอก มะเร็งทุกชนิด ริดสีดวงทวาร ไส้เลื่อนทุกชนิด นิ่วทุกชนิด ต้อเนื้อ และต้อกระจก
แต่ทั้งนี้ไม่แนะนำให้รอให้ป่วยก่อนจึงค่อยซื้อประกันสุขภาพเนื่องจากบางแผนประกันจำเป็นต้องมีการตรวจสุขภาพก่อน และบริษัทประกันฯ สามารถปฏิเสธการซื้อประกันสุขภาพได้
ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงของบริษัทประกัน เพื่อไม่ให้ผู้ที่รู้ตัวว่ากำลังป่วยแต่ยังไม่ได้รักษา มาซื้อประกันเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทันที
มาตรการนี้ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนและรักษาอัตราเบี้ยประกันให้เหมาะสมสำหรับผู้เอาประกันทุกราย
ใช่ แม้บางแผนจะไม่กำหนดให้ตรวจสุขภาพก่อนทำประกัน แต่คุณจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลสุขภาพตามความเป็นจริงเพราะหากตรวจพบภายหลังว่ามีการปกปิดหรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ
บริษัทมีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือยกเลิกกรมธรรม์ได้ทันที
ได้ ถ้าเป็นคนที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว สามารถซื้อประกันสุขภาพแผนที่มีค่าเบี้ยประกันสุขภาพต่อปีไม่สูงมาก นำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้
ประกันสุขภาพจะไม่ครอบคลุมโรคที่เป็นมาก่อนเริ่มทำประกัน หรือที่ศัพท์ของทางประกันจะเรียกว่า “สภาพที่เป็นมาก่อน หรือ Pre-existing condition” ซึ่งตอนทำประกัน
จะมีการเช็กประวัติย้อนหลังว่าเคยเข้ารับการรักษาด้วยโรคอะไรมาบ้าง
ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เช่น ถ้าคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง หรือมีกรรมพันธุ์โรคร้ายแรง ก็อาจที่จะต้องทำไว้ เพราะถือเป็นการเตรียมความพร้อมและการป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ
แต่ถ้าหากคุณมีสุขภาพแข็งแรงดี ออกกำลังกาย กินอาหารที่เป็นประโยชน์ ประกันสุขภาพร้ายแรงอาจจะไม่จำเป็น
การรักษาที่เกี่ยวกับการศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความสวยงาม เช่น รักษาสิว ฝ้า กระ กำจัดขน และการรักษาที่ไม่ใช่การรักษาตามแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น การฝังเข็มและกดจุดต่าง ๆ
จะไม่สามารถเคลมประกันสุขภาพได้
ได้ สามารถเลือกทำประกันเฉพาะจุดหรือโรคร้ายแรงได้โดยที่ไม่ต้องมีประกันแผนหลัก
ประกันสุขภาพทั่วโลก คือแผนประกันที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลไม่จำกัดประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ
โดยมักเป็นประกันเสริมที่มอบความคุ้มครองในระดับเดียวกับแผนประกันหลักที่คุณมีอยู่ เช่น หากคุณมีประกันชีวิตที่คุ้มครองถึงอายุ 60 ปี และซื้อประกันสุขภาพทั่วโลกเพิ่มเติม
ความคุ้มครองของประกันสุขภาพทั่วโลกก็จะสิ้นสุดที่อายุ 60 ปีเช่นเดียวกัน
ควรทำ เพราะประกันสุขภาพทั่วโลกคุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาล แต่ไม่ครอบคลุมปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดระหว่างเดินทาง เช่น เที่ยวบินล่าช้า การถูกโจรกรรม การเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน
หรือการส่งศพกลับประเทศ การมีประกันเดินทางเพิ่มจึงให้ความคุ้มครองที่ครบถ้วนและช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้