ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ที่ควรรู้ ในวันออกรถ และรายปี
เขียนวันที่ 05/08/2026
Key Takeaways
การมีรถยนต์ นอกจากค่าผ่อนรถยนต์รายเดือนแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์อีกหลายด้าน ทั้งค่าใช้จ่ายในวันออกรถ ค่าใช้จ่ายประจำปี และค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ดังนั้นควรวางแผนงบประมาณให้รอบคอบ คำนวณภาระรายเดือน เปรียบเทียบเบี้ยประกัน เพื่อเลือกอย่างครอบคลุมและคุ้มค่า รวมถึงเตรียมเงินสำรองสำหรับค่าซ่อมบำรุง เพื่อให้การมีรถเป็นความสะดวกในชีวิต ไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว

การมีรถยนต์สักคันอาจเป็นความฝันของใครหลายคน เพราะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง ไม่ว่าจะใช้ขับไปทำงาน ท่องเที่ยว หรือใช้ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่หลายคนมักมองข้าม คือนอกจากค่าผ่อนรถแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์อีกหลายรายการ ที่ต้องเตรียมงบประมาณให้พร้อมตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้การมีรถเป็นตัวช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในอนาคต
รายการค่าใช้จ่ายรถยนต์ มีอะไรบ้าง ?
เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างถูกต้อง เราสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายรถยนต์ ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ตามช่วงเวลาและลักษณะการจ่าย ดังต่อไปนี้
1. ค่าใช้จ่ายในวันออกรถ
ในการออกรถยนต์ครั้งแรก ต้องเตรียมเงินให้พร้อมสำหรับเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้
-
เงินดาวน์ คือเงินก้อนแรกที่ต้องจ่าย โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 10% - 30% ของราคารถยนต์ ยิ่งดาวน์สูง ค่างวดต่อเดือนก็ยิ่งต่ำลง และยังช่วยลดภาระดอกเบี้ยสะสมตลอดอายุสัญญาได้เป็นอย่างดี
-
ค่าจดทะเบียนรถใหม่ เป็นค่าดำเนินการเพื่อให้ได้ป้ายทะเบียนขาว และใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยทั่วไปอัตราค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของตัวรถ
-
ค่ามัดจำป้ายแดง เป็นค่าประกันป้ายที่เราจะได้คืนเมื่อนำป้ายแดงไปเปลี่ยนเป็นป้ายขาวเรียบร้อยแล้ว โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท
2. ค่าใช้จ่ายคงที่รายปี
เมื่อได้รถยนต์มาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายรถยนต์ที่ต้องจ่ายซ้ำทุกปี ซึ่งเป็นภาระผูกพันตามกฎหมายและเพื่อความคุ้มครองของตัวเราเอง ได้แก่
-
ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ และประเภทของรถ ยิ่งเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ภาษีก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
-
พ.ร.บ. (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) เป็นประกันรถยนต์ภาคบังคับที่รถทุกคันต้องทำ สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง มีค่าเบี้ยประมาณ 700 บาทต่อปี
-
ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ เป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถยนต์ควรทำเพิ่มเติม เพื่อความอุ่นใจและคุ้มครองความเสียหายจากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ หรือรถหาย ซึ่งเบี้ยประกันภัยจะแตกต่างกันไปตามประเภทรถ ทุนประกัน และชั้นความคุ้มครองที่เลือก
3. ค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ยิ่งใช้งานรถยนต์มากเท่าไร ค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งมีดังต่อไปนี้
-
ค่าน้ำมันหรือค่าชาร์จไฟ เป็นค่าใช้จ่ายหลักในชีวิตประจำวัน ผันแปรตามระยะทางที่ขับขี่และราคาพลังงานในขณะนั้น
-
ค่าบำรุงรักษาและเช็กระยะ ไม่ว่าจะเป็นค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก ยางรถยนต์ และการตรวจเช็กรายการอื่น ๆ ตามรอบกิโลเมตรหรือระยะเวลาที่ค่ายรถยนต์กำหนดเพื่อความปลอดภัย
-
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าทางด่วนเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง ค่าที่จอดรถตามห้างสรรพสินค้าหรืออาคารสำนักงาน ค่าล้างรถและดูแลสีรถยนต์

เทคนิคการเตรียมความพร้อมด้านค่าใช้จ่ายรถยนต์
เมื่อรู้รายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์กันแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้การมีรถไม่กลายเป็นภาระทางการเงิน ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้
1. คำนวณภาระรายเดือนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ
หลักการง่าย ๆ คือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ทั้งหมดต่อเดือน ไม่ควรเกิน 20-25% ของรายได้สุทธิ หากเกินกว่านี้ อาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน และทำให้ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ อีกด้วย
2. เปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยก่อนต่อทุกปี
อย่าต่อประกันรถยนต์แบบอัตโนมัติกับเจ้าเดิม เพราะเบี้ยประกันภัยมักปรับขึ้นทุกปีหากมีการเคลม การเช็กเบี้ยประกันรถยนต์จากหลายบริษัท และเปรียบเทียบความคุ้มครอง จะช่วยให้เลือกแผนประกันรถยนต์ได้อย่างคุ้มค่า ตรงตามลักษณะการใช้งานรถยนต์ และอาจช่วยประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ได้อีกด้วย
3. เลือกแผนประกันที่เหมาะกับพฤติกรรมการใช้รถยนต์
ถ้ามีประสบการณ์ในการขับขี่รถยนต์มายาวนาน หรือใช้รถยนต์น้อย ขับระยะทางสั้น และจอดในที่ปลอดภัย อาจพิจารณาประกันชั้น 2+ หรือชั้น 3+ แทนชั้น 1 เพื่อลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ลง แต่ยังคงได้รับความคุ้มครองพื้นฐานที่จำเป็นอย่างครอบคลุม
4. วางแผนค่าซ่อมบำรุงล่วงหน้า
สิ่งสุดท้ายที่ไม่ควรมองข้าม คือการเก็บออมเงินสำรองสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ แนะนำให้สะสมอย่างน้อย 20,000-50,000 บาท เอาไว้เป็นค่าซ่อมที่ไม่คาดฝัน เช่น ยางแตก ระบบเบรกพัง หรืออุบัติเหตุเล็กน้อย เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินสำรองส่วนอื่นในชีวิตประจำวัน
แม้ว่าการมีรถยนต์จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่ก็มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นค่าประกันรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุง ค่าอะไหล่ หรือค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด การมีความคุ้มครองที่เหมาะสมจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่และเพิ่มความอุ่นใจทุกครั้งที่ออกเดินทาง
ที่ gettgo คุณสามารถเปรียบเทียบและทำประกันรถยนต์จากบริษัทประกันชั้นนำได้ในที่เดียว พร้อมเลือกแผนความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ทั้งงบประมาณและไลฟ์สไตล์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1, 2+, 3+ หรือแผนที่มาพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) เพื่อให้คุณพร้อมรับมือกับทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมั่นใจ
หากสนใจเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ผ่านทางเว็บไซต์ gettgo ได้เลย หรือหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ ได้ที่ โทร. 02-111-7800 หรือ LINE OA : @gettgo
ข้อมูลอ้างอิง
-
10 รายจ่ายที่ต้องรู้ ก่อนมีรถ. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.motorexpo.co.th/blog/312
-
รู้ยัง ! ซื้อรถมาแล้ว มีค่าใช้จ่ายอะไร ? ตามมาอีก !. สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.motorexpo.co.th/knowledge/2193
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ (FAQs)
Q: ออกรถยนต์ต้องมีเงินเท่าไร ?
A: จำนวนเงินที่ต้องเตรียม ขึ้นอยู่กับราคารถ โปรโมชันของผู้จำหน่าย และเงื่อนไขสินเชื่อ โดยทั่วไปควรเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายวันออกรถ เช่น เงินดาวน์ประมาณ 10-30% ของราคารถ ค่าจดทะเบียน และค่ามัดจำป้ายแดง รวมถึงควรเผื่องบสำหรับประกันภัยรถยนต์และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ด้วย
Q: รถยนต์เก่าและรถยนต์ใหม่ มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันอย่างไร ?
A: รถใหม่มักมีค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงน้อยกว่าในช่วงแรก แต่ค่าเบี้ยประกันอาจสูงกว่า ขณะที่รถเก่าอาจมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่และซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นตามอายุการใช้งาน จึงควรวางแผนงบประมาณให้เหมาะกับสภาพรถยนต์
Q: รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีค่าใช้จ่ายระยะยาวถูกกว่ารถน้ำมันจริงหรือไม่ ?
A: โดยทั่วไป รถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษาบางรายการต่ำกว่ารถน้ำมัน เนื่องจากมีชิ้นส่วนเครื่องยนต์น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการติดตั้งเครื่องชาร์จ ราคาประกันภัย รวมถึงค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ในกรณีที่เสื่อมสภาพหรือเสียหาย เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าและมีราคาค่อนข้างสูง
