เช็กค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ให้ครบ ก่อนออกรถคันแรก

เขียนวันที่ 15/07/2026


Key Takeaways

การมีรถยนต์หนึ่งคันไม่ได้มีเพียงค่าผ่อนหรือราคารถในวันซื้อเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีอีกหลายด้านที่เจ้าของรถต้องวางแผน ทั้งค่าภาษี พ.ร.บ. ประกันรถยนต์ ค่าน้ำมันหรือค่าไฟ ค่าบำรุงรักษา รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงอย่างค่าทางด่วน ค่าจอดรถ และค่าเปลี่ยนอะไหล่สิ้นเปลือง การเข้าใจต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เลือกรถได้เหมาะกับงบประมาณ ควบคุมรายจ่ายได้ดีขึ้น และบริหารค่าใช้จ่ายระยะยาวได้อย่างมั่นใจมากกว่าเดิม

ผู้ชายรับรถคันแรก พร้อมวางแผนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์

การมีรถยนต์สักหนึ่งคันช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่หลายคนมักให้ความสำคัญกับราคารถหรือค่างวดผ่อนรถเป็นหลัก จนมองข้ามภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบหลังจากออกรถแล้ว ความจริงแล้ว การเป็นเจ้าของรถหนึ่งคันมาพร้อมรายจ่ายหลายด้านที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีรถยนต์ ประกันภัย ค่าเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษา รวมถึงค่าใช้จ่ายจุกจิกอื่น ๆ ที่เมื่อรวมกันตลอดปีแล้วอาจสูงกว่าที่หลายคนคาดคิด

การทำความเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์มีอะไรบ้าง จะช่วยให้วางแผนการเงินได้อย่างรอบคอบ เลือกรถที่เหมาะกับงบประมาณ และลดความเสี่ยงจากภาระทางการเงินที่อาจกระทบต่อสภาพคล่องในอนาคต โดยเฉพาะผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถคันแรก การประเมินค่าใช้จ่ายให้ครบทุกด้านตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

สรุปค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีที่เจ้าของรถต้องเจอ

เมื่อพูดถึงค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี หลายคนอาจนึกถึงเพียงค่าน้ำมันหรือค่าผ่อนรถเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายประจำอีกหลายรายการที่ต้องเตรียมงบประมาณไว้ล่วงหน้า ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลักดังนี้

ค่าต่อ พ.ร.บ. และต่อภาษีประจำปี ค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ต้องจ่ายทุกคัน

พ.ร.บ. และภาษีรถยนต์ประจำปีถือเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับที่เจ้าของรถทุกคนต้องชำระตามกฎหมาย หากละเลยจะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้ และอาจมีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด

  • ค่า พ.ร.บ. (คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) : สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง จะมีอัตราค่าเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดในระดับหลักร้อยบาทต่อปี โดยเป็นประกันภัยภาคบังคับที่เน้นคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายจากอุบัติเหตุ
  • ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี : อัตราค่าภาษีแตกต่างกันตามประเภทเครื่องยนต์ ขนาดความจุกระบอกสูบ น้ำหนักรถ และอายุการใช้งาน โดยรถที่มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไปจะได้รับส่วนลดภาษีตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด

ค่าประกันรถยนต์ เลือกแบบที่เหมาะกับการใช้งาน

แม้ว่า พ.ร.บ. จะช่วยดูแลความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ประสบเหตุ แต่ไม่ได้คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถ ดังนั้นประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจึงเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ รถหาย หรือเหตุไม่คาดคิดต่าง ๆ โดยสามารถเลือกแผนให้เหมาะกับการใช้งานได้ ดังนี้

  • ประกันชั้น 1 : ดูแลความเสียหายได้ครอบคลุมที่สุด ทั้งกรณีรถชน รถหาย ไฟไหม้ รวมถึงอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี เหมาะสำหรับรถใหม่หรือผู้ขับขี่มือใหม่
  • ประกันชั้น 2+ และ 3+ : ให้ความคุ้มครองกรณีรถชนรถ พร้อมความคุ้มครองเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของแต่ละแผน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมงบประมาณ
  • ประกันชั้น 3 : เน้นดูแลความเสียหายต่อบุคคลภายนอกเป็นหลัก เหมาะกับรถที่มีอายุการใช้งานหลายปีหรือใช้งานไม่บ่อย

ค่าน้ำมันหรือค่าไฟ (รถ EV) ค่าใช้จ่ายหลักระหว่างปี

รถยนต์สันดาป (น้ำมัน)

ค่าเชื้อเพลิง เป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดการใช้งานรถ โดยจะผันผวนตามราคาน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา หากต้องขับรถในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หรือเดินทางไกลเป็นประจำ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจอยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 24,000-60,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับระยะทางและพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคน

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจะเป็นค่าชาร์จไฟฟ้า ซึ่งโดยทั่วไปมีต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำกว่ารถใช้น้ำมัน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายเริ่มต้น เช่น การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน รวมถึงวางแผนการใช้งานสถานีชาร์จสาธารณะให้เหมาะสม ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจริงอาจแตกต่างกันตามอัตราค่าไฟ สถานที่ชาร์จ และรูปแบบการใช้งานของแต่ละบุคคล

ค่าบำรุงรักษาตามระยะ ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อให้รถยนต์ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เจ้าของรถจำเป็นต้องนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมเพื่อตรวจเช็กตามระยะ (โดยทั่วไปคือทุก ๆ 6 เดือน หรือทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร)

  • สิ่งที่ต้องเปลี่ยนบ่อย : เช่น น้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ และน้ำยาหล่อเย็น
  • มูลค่าต่อปี : สำหรับรถใหม่ป้ายแดงในช่วงปีแรก ๆ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจจะยังไม่สูงมาก (ประมาณ 3,000-6,000 บาทต่อปี) แต่เมื่อรถเริ่มเก่า ชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็จะเริ่มเสื่อมสภาพตามเวลา

รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายรถยนต์ประจำปี

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ที่หลายคนมักมองข้าม

นอกจากค่าใช้จ่ายหลักที่เกิดขึ้นเป็นประจำแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายรายการที่หลายคนไม่ได้คำนวณไว้ตั้งแต่แรก แต่กลับกลายเป็นต้นทุนสะสมที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายรวมตลอดทั้งปี

ค่าที่จอดรถและค่าทางด่วน

สำหรับผู้ที่ต้องขับรถเข้ามาทำงานในย่านธุรกิจหรือพื้นที่ใจกลางเมืองเป็นประจำ ค่าทางด่วนและค่าที่จอดรถอาจกลายเป็นรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ทางด่วนทุกวันหรือจอดรถในอาคารสำนักงานเป็นประจำ ซึ่งบางกรณีอาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000-3,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่านั้นตามลักษณะการใช้งาน

ค่าล้างรถและดูแลสภาพรถ

การรักษาความสะอาดทั้งภายนอกและภายในรถ ไม่ว่าจะเป็นการล้างอัดฉีด เคลือบสี หรือการดูดฝุ่น เพื่อป้องกันคราบฝังลึกและกลิ่นอับ อาจมีค่าใช้จ่ายหลักร้อย-หลักพันต่อครั้ง

ค่าเปลี่ยนยาง แบตเตอรี่ และอะไหล่สิ้นเปลือง

แม้อะไหล่เหล่านี้จะไม่ได้เปลี่ยนทุกปี แต่เมื่อถึงรอบเปลี่ยนมักเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ควรเตรียมงบประมาณไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน

  • แบตเตอรี่รถยนต์ : มีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 1.5-2 ปี ราคาประมาณ 2,000-4,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นและประเภทของแบตเตอรี่
  • ยางรถยนต์ : โดยทั่วไปควรเปลี่ยนทุก 2-3 ปี หรือเมื่อใช้งานประมาณ 50,000 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนยางทั้งชุดอาจอยู่ที่ 8,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดล้อและแบรนด์ยาง
  • ผ้าเบรกและใบปัดน้ำฝน : เป็นชิ้นส่วนสิ้นเปลืองที่ควรตรวจสอบและเปลี่ยนตามสภาพการใช้งาน เพื่อรักษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการขับขี่

วิธีวางแผนค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี ไม่ให้กระทบเงินเก็บ

เมื่อทราบแล้วว่า ค่าใช้จ่ายรถยนต์มีหลายด้านมากกว่าที่คิด ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการวางแผนงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้รายจ่ายเหล่านี้กระทบต่อเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว

คำนวณงบประมาณค่าใช้จ่ายรถยนต์ให้เหมาะกับรายได้

ก่อนตัดสินใจซื้อรถ ควรประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นค่างวดผ่อน ค่าเชื้อเพลิง ค่าประกัน ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายประจำอื่น ๆ จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับรายได้ เพื่อให้มั่นใจว่ายังสามารถบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินออม และเงินสำรองฉุกเฉินได้อย่างสมดุล

เทคนิคลดค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีแบบทำได้จริง

หากต้องการควบคุมงบประมาณในระยะยาว สามารถเริ่มต้นได้จากวิธีง่าย ๆ เช่น

  • เลือกแผนประกันที่เหมาะกับการใช้งานจริง
  • วางแผนเส้นทางเพื่อลดระยะทางและค่าน้ำมัน
  • ตรวจเช็กรถตามระยะอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาความเร็วให้เหมาะสมเพื่อลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
  • ดูแลลมยางให้อยู่ในระดับมาตรฐาน

เลือกรถให้เหมาะกับค่าใช้จ่ายระยะยาวอย่างคุ้มค่า

หากกำลังจะซื้อรถคันใหม่ ควรเลือกรถที่สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น หากเน้นขับในเมืองที่มีการจราจรติดขัด รถยนต์ Eco Car, รถยนต์ระบบ Hybrid หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า นอกจากนี้ควรพิจารณาราคาอะไหล่ ค่าแรงศูนย์บริการ และความพร้อมของเครือข่ายบริการหลังการขายควบคู่กันไปด้วย

วางแผนค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีให้คุ้ม เริ่มต้นที่ประกันรถยนต์ที่เหมาะกับคุณ

ในบรรดารายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของรถ ประกันรถยนต์ถือเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างยืดหยุ่น เพราะเจ้าของรถสามารถเลือกแผนความคุ้มครองให้เหมาะกับอายุรถ ลักษณะการใช้งาน และงบประมาณของตนเองได้

การเปรียบเทียบเบี้ยประกันก่อนตัดสินใจซื้อ จะช่วยให้เห็นความแตกต่างของราคาและความคุ้มครองในแต่ละแผนได้อย่างชัดเจน ทำให้เลือกประกันที่ตอบโจทย์ความต้องการได้มากขึ้น

หากกำลังมองหาวิธีควบคุมค่าใช้จ่ายระยะยาว ลองเช็กเบี้ยประกันรถยนต์และเปรียบเทียบแผนประกันจากหลายบริษัทผ่าน gettgo เพื่อช่วยให้วางแผนค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีได้ง่ายขึ้น พร้อมเลือกความคุ้มครองที่คุ้มค่าและเหมาะกับการใช้งานของคุณมากที่สุดในที่เดียว

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้ที่ โทร. 02-111-7800 หรือ LINE OA : @gettgo

ข้อมูลอ้างอิง 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปี (FAQs)

Q: ค่าใช้จ่ายรถยนต์ต่อปีของรถใหม่กับรถเก่า ต่างกันมากหรือไม่ ?

A: โดยทั่วไป รถใหม่มักมีค่าซ่อมบำรุงน้อยกว่าเพราะยังอยู่ในสภาพดีและบางรายการอาจอยู่ภายใต้การรับประกันจากผู้ผลิต ขณะที่รถเก่ามีโอกาสต้องเปลี่ยนอะไหล่หรือซ่อมแซมมากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาและซ่อมแซมสูงกว่ารถใหม่ได้

Q: รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีค่าใช้จ่ายต่อปีถูกกว่ารถน้ำมันจริงหรือไม่ ?

A: โดยรวมแล้ว รถยนต์ไฟฟ้ามักมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบำรุงรักษาบางส่วนต่ำกว่ารถน้ำมัน เนื่องจากมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่าและไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ค่าไฟฟ้า และรูปแบบการใช้งานร่วมด้วย เพื่อประเมินความคุ้มค่าในระยะยาว

Q: ควรเตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกี่ยวกับรถยนต์เท่าไร ?

A: ควรมีเงินสำรองอย่างน้อยประมาณ 10,000-30,000 บาท หรือมากกว่านั้นตามอายุและสภาพรถ เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การซ่อมระบบสำคัญ อุบัติเหตุเล็กน้อย หรือการเปลี่ยนอะไหล่ที่มีราคาสูง ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินได้

Q: หากใช้งานรถน้อย ยังจำเป็นต้องทำประกันรถยนต์ภาคสมัครใจหรือไม่ ?

A: แม้จะใช้งานรถไม่บ่อย แต่ยังมีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ รถถูกเฉี่ยวชน สูญหาย หรือความเสียหายจากภัยธรรมชาติ การเลือกทำประกันรถยนต์ภาคสมัครใจที่เหมาะกับอายุรถและลักษณะการใช้งาน จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

Q: ก่อนซื้อรถควรคำนวณค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมนอกจากราคารถ ?

A: นอกจากราคารถหรือค่างวดผ่อนรถแล้ว ควรคำนวณค่าใช้จ่ายประจำอื่น ๆ เช่น ค่าภาษีรถยนต์ พ.ร.บ. ประกันรถยนต์ ค่าน้ำมันหรือค่าไฟ ค่าบำรุงรักษา ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ และค่าเปลี่ยนอะไหล่ตามระยะ เพื่อให้เห็นต้นทุนการใช้รถที่แท้จริงและวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสม

gettgo motor team

gettgo motor team

ทีมที่คลุกคลีกับเรื่องประกันรถทุกวัน ช่วยสรุปทุกเงื่อนไขให้เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเลือกประกันรถได้แบบไม่ต้องปวดหัว

บทความที่คุณอาจสนใจ