- Key takeaway
- รถเสียบนทางด่วนทำอย่างไร ? 4 ขั้นตอนง่าย ๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- รถเสียบนทางด่วนโทรเบอร์อะไร ? รวมสายด่วนฉุกเฉิน
- แจ้งรถเสียบนทางด่วน ค่าใช้จ่ายเท่าไร ? ฟรีจริงไหม
- ข้อควรระวังที่ "ห้ามทำ" เด็ดขาดเมื่อรถเสียบนทางด่วน
- เปลี่ยนเรื่องฉุกเฉินให้เป็นเรื่องอุ่นใจ ด้วยประกันรถยนต์ที่คุ้มครองครบ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถเสียบนทางด่วน (FAQs)
คู่มือปฏิบัติเมื่อรถเสียบนทางด่วน พร้อมเบอร์โทรฉุกเฉิน
เขียนวันที่ 05/08/2026
Key takeaway
เมื่อเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงเมื่อรถเสียบนทางด่วน คือการตั้งสติ เปิดไฟฉุกเฉิน และพยายามประคองรถเข้าจอดชิดไหล่ทางด้านซ้ายสุดให้ระมัดระวังที่สุด ห้ามลงจากรถฝั่งที่ติดกับเลนจราจรเด็ดขาด จากนั้นให้แจ้งรถเสียบนทางด่วนผ่านสายด่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบเส้นทางนั้น ๆ หรือใช้ตู้โทรศัพท์ฉุกเฉินสีส้มริมทาง การให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการลากจูง โดยจะพาลงมายังทางลงหรือจุดพักรถที่ใกล้ที่สุด ดังนั้น การรู้หลักปฏิบัติที่ถูกต้องและมีสติจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อนและพาคุณออกจากสถานการณ์วิกฤตได้อย่างปลอดภัย

การที่ขับรถอยู่ดี ๆ แล้วเครื่องยนต์ดับกะทันหัน ยางระเบิด หรือความร้อนขึ้นจนต้องจอดตายกลางทาง เป็นสถานการณ์วิกฤตที่สร้างความตื่นตระหนกได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนทางพิเศษหรือทางด่วนที่รถทุกคันวิ่งด้วยความเร็วสูงและมีพื้นที่ไหล่ทางจำกัด และด้วยความตกใจมักทำให้ผู้ขับขี่หลายคนตัดสินใจผิดพลาด เช่น การลงมายืนหลังรถเพื่อโบกมือ หรือพยายามเปลี่ยนยางเองริมทาง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต
ดังนั้น การมีสติและรู้หลักปฏิบัติที่ใช้งานได้จริงเมื่อรถเสียบนทางด่วน จึงเป็นทักษะการเอาตัวรอดขั้นพื้นฐานที่ผู้ใช้รถทุกคนควรรู้ก่อนออกเดินทาง
รถเสียบนทางด่วนทำอย่างไร ? 4 ขั้นตอนง่าย ๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
เมื่อรู้สึกว่ารถมีความผิดปกติ เช่น พวงมาลัยหนัก เครื่องยนต์กระตุก หรือมีควันขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมสติ ไม่เบรกกะทันหัน และทำตามขั้นตอนความปลอดภัยสากล ดังนี้
1. เปิดไฟฉุกเฉินทันที
การเปิดไฟฉุกเฉินเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้รถคันหลังทราบตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่ารถของคุณมีปัญหาและกำลังลดความเร็ว ในกรณีที่รถคันหลังขับจี้มาเร็วมาก ให้แตะเบรกย้ำ ๆ เบา ๆ ไฟเบรกจะกะพริบ เพื่อดึงความสนใจให้เขารู้ตัวก่อนจะลดความเร็วลงอย่างรวดเร็ว
2. พยายามประคองรถเข้าชิดซ้ายสุด
หากรถยังมีกำลังขับเคลื่อน ให้ค่อย ๆ บังคับรถเข้าจอดที่ไหล่ทางด้านซ้ายสุดให้ชิดขอบทางหรือแบร์ริเออร์มากที่สุด เพื่อไม่ให้กีดขวางทางจราจร โดยสามารถอาศัยแรงเฉื่อยของรถค่อย ๆ ไหลเข้าซ้าย ห้ามหักพวงมาลัยเปลี่ยนเลนกะทันหัน และถ้าหากรถดับกลางเลนและขยับไม่ได้จริง ๆ ให้เปิดไฟฉุกเฉินไว้ ห้ามลงมาเข็นรถเองเด็ดขาด
นั่งรอในรถและคาดเข็มขัดนิรภัย
เมื่อรถจอดสนิทแล้ว ผู้โดยสารทุกคนควรนั่งอยู่ในรถและคาดเข็มขัดนิรภัยไว้เสมอ ห้ามลงมายืนรอหลังรถ หรือเดินสำรวจรอบตัวรถฝั่งที่ติดกับเลนการจราจร
หากจำเป็นต้องลงจากรถจริง ๆ เช่น มีประกายไฟ หรือมีกลิ่นเหม็นไหม้รุนแรง ควรออกทางประตูฝั่งซ้ายที่ติดกับขอบทางเท่านั้น จากนั้นไปยืนรอในจุดที่ปลอดภัย ห่างจากรถยนต์ และไม่โดนควันไฟ
โทรขอความช่วยเหลือหรือใช้ตู้โทรศัพท์ฉุกเฉิน
เมื่ออยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ให้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ หากโทรศัพท์มือถือแบตเตอรี่หมดหรือไม่มีสัญญาณ สามารถใช้ตู้โทรศัพท์ฉุกเฉินสีส้มที่ติดตั้งไว้บริเวณไหล่ทางทุก ๆ 500-1,000 เมตร เพียงแค่ยกหู ระบบจะติดต่อไปยังศูนย์ควบคุมการจราจรทันทีโดยไม่ต้องกดเบอร์
รถเสียบนทางด่วนโทรเบอร์อะไร ? รวมสายด่วนฉุกเฉิน
การติดต่อหน่วยงานให้ตรงกับเส้นทางที่เกิดเหตุ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ส่งทีมกู้ภัยและรถลากจูงมาถึงได้รวดเร็วที่สุด แนะนำให้บันทึกเบอร์โทรศัพท์เหล่านี้ไว้ในมือถือ หรือตั้งเป็นเบอร์โทรด่วนเพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย
เมื่อโทรติดแล้ว เจ้าหน้าที่จะถามว่าคุณอยู่ตรงไหน วิธีบอกพิกัดที่แม่นยำที่สุดคือการมองหา "ป้ายบอกกิโลเมตร" ซึ่งเป็นป้ายสีเขียวหรือสีฟ้าเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตามขอบแบร์ริเออร์ แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ เช่น "รถเสียอยู่ที่ กม. 12+300 มุ่งหน้าไปทางบางนา ผ่านทางลงสุขุมวิท 62 มาเล็กน้อย" ข้อมูลที่ชัดเจนแบบนี้จะช่วยให้รถกู้ภัยมาถึงคุณได้ในเวลาไม่กี่นาที
|
เส้นทางที่เกิดเหตุ |
เบอร์โทรสายด่วน |
หน่วยงานที่รับผิดชอบ |
|
ทางด่วนพิเศษ (กทพ.) |
1543 |
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย |
|
มอเตอร์เวย์ (สาย 7, สาย 9) |
1586 (กด 7) |
กรมทางหลวง |
|
ดอนเมืองโทลล์เวย์ |
1233 |
บมจ. ทางยกระดับดอนเมือง |
|
ทางหลวงทั่วไป / นอกเมือง |
1193 |
ตำรวจทางหลวง |
|
เหตุด่วนเหตุร้ายทั่วไป |
191 / 1192 |
ตำรวจ / แจ้งรถหาย |

แจ้งรถเสียบนทางด่วน ค่าใช้จ่ายเท่าไร ? ฟรีจริงไหม
อีกหนึ่งความกังวลที่ทำให้หลายคนลังเลที่จะโทรเรียกเจ้าหน้าที่คือเรื่องของค่าใช้จ่าย โดยกลัวว่าจะต้องจ่ายแพงเกินกำลังจะรับไหว
ความจริงแล้วการแจ้งรถเสียบนทางด่วนเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่การทางพิเศษฯ หรือกรมทางหลวง "ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น" เจ้าหน้าที่จะให้บริการรถยก รถลาก หรือรถสไลด์ เพื่อเคลื่อนย้ายรถของคุณออกจากจุดเกิดเหตุ แล้วนำไปลงที่ทางลงทางด่วนที่ใกล้ที่สุด หรือจุดพักรถที่ปลอดภัย เพื่อเปิดการจราจรและป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน
อย่างไรก็ตาม บริการฟรีนี้จะสิ้นสุดแค่จุดลงทางด่วนเท่านั้น หากคุณต้องการให้รถยกลากรถต่อไปยังอู่ซ่อมรถ ศูนย์บริการ หรือกลับไปที่บ้าน ในส่วนระยะทางต่อจากนี้เจ้าของรถจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างรถยกเอกชนเอง โดยราคาจะขึ้นอยู่กับระยะทางและประเภทของรถลากจูง ว่าเป็นรถลากแบบล้อลอย หรือรถสไลด์ออน
ข้อควรระวังที่ "ห้ามทำ" เด็ดขาดเมื่อรถเสียบนทางด่วน
เมื่อรถเสียบนทางด่วน สิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ มีดังต่อไปนี้
-
ห้ามพยายามซ่อมรถด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนยางอะไหล่ เติมน้ำหม้อน้ำ หรือเปิดฝากระโปรงเช็กเครื่องยนต์ในฝั่งที่รถวิ่งผ่าน เพราะแรงลมจากรถบรรทุกหรือรถคันอื่นที่วิ่งด้วยความเร็วสูงอาจดูดร่างของคุณเข้าไปในเลนจราจร หรืออาจเกิดการเสียหลักพุ่งชนได้
-
ห้ามวางป้ายเตือนสามเหลี่ยมสะท้อนแสงใกล้เกินไป หากในรถมีป้ายสามเหลี่ยมเตือนภัย ควรนำไปวางห่างจากท้ายรถอย่างน้อย 50-100 เมตร เพื่อให้รถคันหลังมีระยะเบรกที่เพียงพอ และตอนนำป้ายไปวางให้เดินเรียบชิดขอบแบร์ริเออร์ฝั่งซ้ายเท่านั้น แต่หากไม่มีป้ายสามเหลี่ยม ไม่ต้องหาสิ่งของอื่นไปวางกีดขวางเด็ดขาด ให้เปิดไฟฉุกเฉินและกลับไปนั่งในรถ
-
ปฏิเสธรถลากจูงเถื่อน หากเกิดเหตุแล้วจู่ ๆ มีรถลากจูงที่ไม่ได้สวมเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ หรือไม่ใช่รถที่คุณประสานงานไว้ ขับมาจอดเทียบแล้วเสนอตัวช่วยเหลือพร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ให้ปฏิเสธการช่วยเหลือทันที จากนั้นให้ล็อกประตูรถ และรอเจ้าหน้าที่จากสายด่วนที่คุณติดต่อไว้เท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกรีดไถค่าลากรถในราคาที่แพงเกินจริง
เปลี่ยนเรื่องฉุกเฉินให้เป็นเรื่องอุ่นใจ ด้วยประกันรถยนต์ที่คุ้มครองครบ
เหตุฉุกเฉินอย่างรถเสียบนทางด่วนเป็นเรื่องสุดวิสัยที่คาดเดาไม่ได้ และแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะช่วยลากรถลงจากทางด่วนให้ฟรี แต่ภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างรถยกเพื่อลากไปยังอู่ รวมถึงค่าซ่อมแซมเครื่องยนต์ ยังคงเป็นสิ่งที่คุณต้องแบกรับ
การเตรียมความพร้อมด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุม จึงเป็นทางออกที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้ดีที่สุด ที่ gettgo คุณสามารถเปรียบเทียบและทำประกันรถยนต์จากบริษัทประกันชั้นนำได้อย่างโปร่งใส เลือกแผนที่มาพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะต้องใช้รถยก รถลาก แบตเตอรี่หมด หรือน้ำมันหมดกลางทาง ก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยซัปพอร์ตโดยไม่ต้องจ่ายเงินเอง เช็กเบี้ยประกันออนไลน์ได้ง่าย ๆ คุ้มครองทันที ให้คุณอุ่นใจพร้อมรับมือทุกสถานการณ์บนท้องถนนได้อย่างเต็มที่
ต้องการทำประกันรถยนต์ปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้ที่ โทร. 02-111-7800 หรือ LINE OA : @gettgo
ข้อมูลอ้างอิง
-
วิธีรับมือ รถเสียบนทางด่วน. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 จาก https://safedrivedlt.com/รถเสียบนทางด่วน/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถเสียบนทางด่วน (FAQs)
Q: ถ้ารถเสียบนทางด่วนในเวลากลางคืน ควรทำอย่างไรเพิ่มเติมนอกจากเปิดไฟฉุกเฉิน ?
A: ในเวลากลางคืน ทัศนวิสัยจะลดลงอย่างมาก นอกจากการเปิดไฟฉุกเฉินแล้ว หากระบบไฟในรถยังทำงานได้ ควรเปิดไฟหรี่หรือไฟหน้าทิ้งไว้เพื่อให้รถคันอื่นสังเกตเห็นตัวรถได้ง่ายขึ้น และหลีกเลี่ยงการเปิดประตูฝั่งขวาทิ้งไว้เด็ดขาด เพราะรถคันหลังอาจมองไม่เห็นและพุ่งชนประตูได้
Q: หากแบตเตอรี่รถยนต์หมดเกลี้ยงจนเปิดไฟฉุกเฉินไม่ได้ จะทำอย่างไรให้ปลอดภัย ?
A: หากระบบไฟฟ้าดับทั้งหมด ให้ตั้งสติและพยายามนำรถชิดซ้ายสุดเท่าที่ทำได้ จากนั้นให้ผู้โดยสารอยู่ในรถคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ก่อน และรีบโทรขอความช่วยเหลือทันที หากต้องลงจากรถจริง ๆ ให้ลงทางฝั่งซ้ายเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัย และไปยืนในจุดที่ห่างจากรถและพ้นแนวรถวิ่ง
Q: บริการรถยกของประกันภัยรถยนต์ สามารถขึ้นไปลากรถบนทางด่วนได้เลยหรือไม่ ?
A: โดยปกติแล้วรถยกของบริษัทเอกชนหรือบริษัทประกันภัยจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปปฏิบัติงานบนทางด่วนเพื่อความปลอดภัยและการจัดการจราจร คุณต้องให้รถลากของเจ้าหน้าที่การทางฯ ลากรถลงมายังจุดปลอดภัยหรือทางลงก่อน จากนั้นรถยกของประกันภัยจึงจะมารับช่วงต่อเพื่อนำรถของคุณไปยังอู่หรือศูนย์บริการที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
